Friday, October 9, 2009

ธรรมทาน ได้บุญมากแค่ไหน (Dharma Daily)

วันนี้ขออนุญาตนำจดหมายที่ได้รับจาก mail มาเผยแพร่ให้อ่านกันค่ะ เป็นบทความที่ได้รับจากคุณณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือ “ ถ้ารู้…(กู)..ทำไปนานแล้ว ” ดิฉันจึงขออนุญาตตั้งชื่อบทความนี้ว่า "ธรรมทาน ได้บุญมากแค่ไหน (Dharma Daily)"



บุญอย่างหนึ่งที่เรามักจะรู้จักกันเป็นอย่างดีก็ก็คือ การทำทาน (การให้) ซึ่งการให้ที่เรามักจะได้ทำบ่อยก็คือการให้เงินเพื่อเป็นการทำบุญ แต่จริงๆ แล้วเรายังสามารถทำบุญด้วยการให้สิ่งอื่นได้ เช่นให้สิ่งของ หรือบริจาคเลือด ซึ่งเราก็ได้บุญเช่นกัน

แต่การให้(ทาน)ที่ได้บุญสูงสุดนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ(อรรถกถา เล่มที่ 43 หน้า 323 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ) ซึ่งหมายความว่า การให้ธรรมะแก่ผู้อื่น เป็นการให้ที่ได้บุญสูงสุด เป็นการให้ที่เอาชนะการให้ทั้งปวง

หากจะเปรียบเทียบง่ายๆว่า การให้ธรรมทาน ได้บุญมากแค่ไหน ก็ดูจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ข้อ 278 ว่า บุญคุณของพ่อแม่นั้นมีมากมายมหาศาล เป็นเรื่องยากที่จะทดแทนบุญคุณของท่านทั้งสองได้ แม้ว่าเราจะเอาพ่อวางบนบ่าข้างหนึ่ง แม่ไว้บนบ่าอีกข้างหนึ่ง แล้วให้ท่านกินถ่ายบนบ่าของเราตลอดเวลา และเราปรนนิบัติอย่างดี อาบน้ำให้ ฉีดน้ำหอม หอมนวดเฟ้น แม้ว่าเราจะทำอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย (100ปี) ก็ยังไม่ถือว่าได้ทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ แม้ว่าเราจะมีเงินทองมากมาย หรือเป็นเจ้าแผ่นดิน แล้วเรายกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับพ่อแม่ ก็ยังไม่ถือว่าได้ทดแทนบุญคุณของพ่อแม่

ส่วนลูกคนใดทำให้พ่อแม่ที่ไม่มีความศรัทธา ให้มีศรัทธา (ในพระพุทธเจ้า)
ทำให้พ่อแม่ที่ไม่มีศีล ให้มีในศีล
ทำให้พ่อแม่ที่มีความตระหนี่ ให้ทำบุญ
ทำให้พ่อแม่ที่ไม่มีปัญญา ให้มีปัญญา(รู้ว่าทำอะไรบุญทำอะไรบาป)

การกระทำแบบนี้เท่านั้น ถึงจะถือได้ว่าลูกนั้นได้ทดแทนบุญคุณของพ่อแม่แล้ว

จากเนื้อหาดังกล่าวข้างต้น เราสามารถสรุปได้สองข้อ

ข้อแรก การให้ธรรมทานนั้นได้บุญมากมายมหาศาลมากกว่าทำบุญด้วยเงินเป็นล้านๆ บาท

ข้อสอง การให้ธรรมทานที่สมบูรณ์นั้นจะต้องเป็นการให้ธรรมะที่ทำให้ผู้รับมีศรัทธาในพระพุทธเจ้ามากขึ้น ทำบาปน้อยลง (มีศีล) ทำบุญมากขึ้น(ไม่ตระหนี่) และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้นนั่นเอง

ฉะนั้นการพูดเรื่องธรรมะ การให้หนังสือธรรมะ ให้ CD ธรรมะ หรือแม้แต่ให้พระไตรปิฎก ก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นธรรมทาน หากให้ไปแล้วผู้ที่รับไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟัง หรือได้อ่านได้ฟังแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงการกระทำหรือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเลย (ได้บุญที่ตั้งใจให้ แต่ยังไม่ถือเป็นธรรมทาน)

หากเราต้องการจะได้ธรรมทานจริงๆ เราจะต้องทำให้ผู้รับมีศรัทธามากขึ้น ทำบาปน้อยลง ทำบุญมากขึ้น และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้น โดยสรรหาคำพูด หนังสือ หรือสื่ออะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้รับเกิดผลลัพธ์ตามหลักการดังกล่าว

ตัวผมเองโชคดีที่มีโอกาสได้เขียนหนังสือธรรมะที่อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ความยอดเยี่ยมของคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ทำให้หลายๆ คนมีศรัทธามากขึ้น ทำบาปน้อยลง ทำบุญมากขึ้น และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้น ผมในฐานะผู้เขียนจึงถือว่าได้มีโอกาสได้ให้ธรรมทานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับวิถีชีวิตของคนบางคน ดังตัวอย่างท้ายเมลนี้ที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ผลลัพธ์และเกิดการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตอย่างมากมาย (ได้ขออนุญาตจากเจ้าตัวให้เผยแพร่แล้วครับ แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ)

ซึ่งเรื่องราวของสุภาพสตรีคนนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทำให้เราสามารถค้นพบคำตอบบางอย่าง มีความสุขมากขึ้น และธรรมะของพระองค์ก็สามารถนำมาใช้ในขณะที่เราก็ยังทำมาหากินไขว้คว้าความสำเร็จ และผมก็เชื่อมั่นว่าเรื่องราวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครๆ อีกหลายคน ได้กลับไปอ่านทบทวนว่าตนมองข้ามอะไรไป เพื่อที่จะได้สิ่งดีๆ เหมือนที่สุภาพสตรีคนนี้ได้รับ และเรื่องราวของเธอก็ยังจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน มุ่งมั่นที่จะเอาเธอเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

ความมหัศจรรย์ของบุญกำลังจะเริ่มตรงนี้ครับ หากมีใครก็ตามที่ได้อ่านเรื่องราวของเธอแล้วมีแรงบันดาลใจที่จะทำบาปน้อยลง ทำบุญมากขึ้น มีศรัทธามากขึ้น และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้น สุภาพสตรีคนนี้ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวก็จะได้บุญในลักษณะของธรรมทาน และผมในฐานะผู้เผยแพร่ก็จะได้รับบุญด้วยเช่นกัน

มหัศจรรย์กว่านั้นก็คือ หากใครก็ตามที่ได้อ่านเมลนี้ แล้วส่งต่อให้ผู้อื่นได้อ่าน แล้วคนคนนั้นเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำบาปน้อยลง ทำบุญมากขึ้น มีศรัทธามากขึ้นและเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้น หรือเกิดสนใจไปซื้อหนังสือมาอ่าน พออ่านจบแล้วก็มีศรัทธามากขึ้น ทำบาปน้อยลง ทำบุญมากขึ้น และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้น ทั้งผู้ที่ส่งเมลไป ทั้งสุภาพสตรีที่เป็นเจ้าของเรื่อง และผมที่เผยแพร่คนแรก ก็จะมีส่วนในบุญธรรมทานนี้เช่นกัน (ดังพระไตรปิฎกเล่มที่ 24 ข้อ 201 ที่กล่าวว่า หากเราชักชวน ยินดี หรือส่งเสริมให้คนทำบุญเราก็จะได้บุญด้วย)

สมมุติว่าผมส่งเมลนี้ให้ นาย A นาย A ส่งให้นาย B นาย B ส่งให้นาย C นาย C ส่งให้นาย D ….นาย Y ส่งให้นาย Z แล้วนาย Z เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำบาปน้อยลง ทำบุญมากขึ้น มีศรัทธามากขึ้น และเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมมากขึ้น (อาจจะเกิดขึ้นเองหรือเกิดจากได้อ่านหนังสือ) ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสุภาพสตรีเจ้าของ เรา ผม นาย A ยันนาย Y ต่างก็ถือว่ามีส่วนร่วมในการให้ธรรมทานกับนาย Z

ผมจึงส่งเมลฉบับนี้มาเพราะรู้สึกว่าเรื่องราวของสุภาพสตรีคนนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับ ส่วนบุญธรรมทานก็เป็นของแถม(ที่มูลค่ามาก)ที่ผมปรารถนา และเรื่องราวของเธอก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถทำธรรมทานได้ง่ายๆ

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีปัจจุบัน (E-mail, Web board , SMS) ที่ทำให้เราให้ธรรมทานได้ง่ายขึ้น และขอบคุณเรื่องราวของสุภาพสตรีท่านนี้ที่ทำให้ผมมีอีกเรื่องราวที่จะทำให้ผมทำธรรมทานได้มากขึ้น

หากคุณคิดว่าเรื่องราวของคุณอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็สามารถเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของคุณมาให้ผมได้นะครับ เมื่อผมพิจารณาว่าเหมาะสมก็จะเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับทราบ ได้อนุโมทนาบุญ และได้แรงบันดาลใจ

ด้วยความนับถือ
ณัฐพบธรรม
ผู้เขียน “ ถ้ารู้…(กู)..ทำไปนานแล้ว ”

หมายเหตุ: ขออภัยหากจดหมายนี้รบกวน หากไม่ต้องการรับจดหมายอีกก็สามารถแจ้งกลับมาได้นะครับ


_________________________________________________________________________
เรียนคุณณัฐพบธรรมที่เคารพ

จากวันที่ดิฉันอ่านหนังสือของคุณ แม้ในระยะแรกๆ ดิฉันรีบร้อน สับสนเรื่องการทำบุญไปบ้าง แต่อีเมล์ของคุณก็ได้ช่วยเตือนสติให้ดิฉันเย็นลง มีสติมากขึ้นในการคิดทำอะไรอย่างไม่หลงงมงาย ดิฉันเข้าใจอะไรๆ มากขึ้นจากการอ่านหนังสือของคุณค่ะ รู้ว่าการทำสังฆทานที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รู้ว่าบุญและบาปส่งผลกับชีวิตเราได้อย่างไร รู้ว่าจริงๆ แล้วศีลและภาวนาถือเป็นการทำบุญเช่นกัน แถมยังเป็นการทำบุญที่ดียิ่งกว่าทานด้วยซ้ำ (ในอดีตพอพูดถึงการทำบุญ ดิฉันจะคิดถึงแต่การบริจาคทานค่ะ)

นอกจากจะเข้าใจแล้ว หลังจากอ่านหนังสือของคุณ ดิฉันก็ลงมือทำมากขึ้น เรื่องทาน ดิฉันก็ทำทานเล็กๆ ทุกวัน เช่นการบริจาคเงินให้มูลนิธิ (หย่อนกล่องบริจาคค่ะ) การจ่ายค่าเต้นแอโรบิกให้กับแม่และพี่สาว หรือการซื้อขนมฝากคนอื่นๆ และคนในบ้าน(โดยจะเวียนผู้รับทานไปเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ได้คิดว่าต้องให้แต่คนนั้นคนนี้ ครูสอนเต้นแอโรบิกบ้าง เด็กๆ บ้าง แม่บ้านและลูกสาวของแม่บ้านบ้าง ยามที่หมู่บ้านบ้าง พี่ๆ ที่ร้านทำฟันที่ดิฉันใช้บริการบ้าง)ทานเล็กๆ ที่ไม่ได้ใช้สตางค์มากมายนักพวกนี้ดิฉันทำทุกวันค่ะ ผิดกับแต่ก่อนที่จะทำทานมากหน่อยช่วงที่รู้สึกว่าตกอับ ส่วนแต่ละเดือนที่เป็นทานใหญ่ขึ้นมาก็คือ จะให้เงินพ่อแม่เดือนละ 10000 บาทค่ะ โดยแบ่งให้คุณพ่อ 5000 บาท คุณแม่ 5000 บาท เพื่อให้ท่านทั้งสองเลือกใช้จ่ายได้ตามแต่เห็นสมควรค่ะ ในอนาคตกำลังมีแผนเริ่มเป็นเจ้าภาพสังฆทานด้วยค่ะ ว่าจะเริ่มเดือนกันยานี้ที่เป็นเดือนเกิดค่ะ

ตอนนี้ดิฉันก็รักษาศีลค่ะ และก่อนนอนจะทบทวนดูว่าตัวเองศีลขาดไปบ้างไหม ส่วนใหญ่วันแรกๆ ขาดบ่อยค่ะ ก็ถ้ารู้สึกตัวจะหาที่สงบต่อศีลเลยค่ะ แต่บางวันก็กว่าจะมาคิดทบทวนก็ก่อนนอนเข้าแล้ว ก็เลยต่อศีลก่อนนอนค่ะ ดิฉันอารมณ์โดยทั่วไปเย็นขึ้น(มีร้อนบ้างเหมือนกันค่ะ ตามประสาปุถุชน) คุมความคิดได้ดีขึ้น เพ่งโทษคนอื่นน้อยลงเพราะกลัวผิดศีล ไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าคนอื่นในใจ แต่ไม่ใช่ทำได้ทุกครั้งหรอกนะคะ มีหลุดไปบ้างเหมือนกันค่ะ แต่ร้อยละ 70 สติจะดึงดิฉันกลับมาก่อนจะคิดว่าคนอื่นในใจค่ะ

ดิฉันแจ่มใสขึ้น อารมณ์ดีขึ้น คิดอะไรดีๆมากขึ้น ไม่น่าเชื่อนะคะว่าการทำเรื่องดีๆในช่วงเดือนที่ผ่านมาจะส่งผลให้ชีวิตดิฉันเดินไปพบเรื่องดีๆ คำแนะนำดีๆมากมาย ดิฉันอยากจะแบ่งปันให้คุณฟังสักเรื่องค่ะ คือตอนนี้ดิฉันทำทานมากขึ้น รักษาศีลแล้ว แต่ยังขาดการเจริญภาวนา แต่งงๆ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดีเพราะคนรอบข้างก็ไม่เคยไปวิปัสสนา ไม่รู้ว่าที่ไหนเป็นอย่างไร จึงเลิกคิดเรื่องนี้ไปชั่วคราวแต่ยังสนใจอยู่

อยู่มาวันหนึ่งเด็กที่ดิฉันสอนหนังสือจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า มิสครับรู้ไหมครับ พรุ่งนี้แม่ของผมจะไปวิปัสสนา ดิฉันดีใจมากค่ะที่ได้ยิน พอจบชั่วโมงสอนแล้วเจอคุณแม่ของเขา ดิฉันรีบถามเลยค่ะ คุณแม่เค้าดีใจมากที่ดิฉันสนใจ อยู่คุยกันยาวเลยค่ะ (คุณแม่เค้าเล่าเรื่องความเหมือน ความต่างเรื่องการทำสมาธิแบบฌานกับแบบวิปัสสนาต่างกันอย่างไร และเล่าถึงชีวิตคุณแม่คร่าวๆ ด้วยค่ะว่า ทำมาหลายปีแล้วตั้งแต่คุณแม่เค้ายังสาวๆ ที่ช่วงนั้นตกงานค่ะ พอไปวิปัสสนาคุณแม่เองก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นๆ ค่ะ) คุณแม่แนะนำสถานที่ให้ดิฉันลองดูที่ยุวพุทธิกสมาคมค่ะ คุณแม่เค้าไปเริ่มต้นทำวิปัสสนาที่นั่นค่ะ

หลังจากคุยกับคุณแม่เสร็จแล้ว ดิฉันรีบหาข้อมูลเลยค่ะ เจออะไรดีๆ อีกเยอะ และก็สถานที่ที่มีคนไปอบรมมาแล้วบอกว่าดีอีกสองแห่งด้วยค่ะ ซึ่งทั้งหมดจะเริ่มคอร์สปลายปีนี้ ดิฉันคงต้องค่อยๆ ลองดูว่าที่ไหนจะสะดวกในเรื่องเวลาให้ดิฉันได้มีโอกาสไปวิปัสสนาในครั้งนี้ค่ะ เห็นว่าแต่ละที่ก็ใช้หลักไม่เหมือนกันในการทำวิปัสสนาน่ะค่ะ ดีใจมากเลยค่ะที่จู่ๆ ก็มีคนมาช่วยแนะนำว่า เค้าเคยไปแล้ว แล้วที่นี่ดีมากค่ะ ต่อไปต้องขึ้นกับดิฉันแล้วว่า จะมีเวลาว่างได้ตรงตามที่ทางสมาคมฯ กำหนดวันวิปัสสนาไว้ไหมน่ะค่ะ ยาวพอควรค่ะ เห็นว่า 8 วัน แต่จะไม่ละความพยายามที่จะต้องรู้วิธีวิปัสสนาที่ถูกจริตของดิฉันสักอย่างเพื่อนำมาฝึกฝนต่อเองค่ะ หากรู้วิธีที่ดีที่ถูกจริตแล้ว มีแผนการในอนาคตว่า จะทำวิปัสสนาที่บ้านเองทุกวัน วันละ 1 ชม. ค่ะ

นี่ก็เป็นเรื่องที่ดิฉันอยากแบ่งปันให้คุณได้ทราบว่า หนังสือของคุณได้เปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีคิด ความเข้าใจและการปฏิบัติตัวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งในอดีตไม่เคยทำทาน ถ้าไม่รู้สึกว่าชีวิตแย่ ไม่เคยรักษาศีล ไม่เคยสนใจเรื่องการเข้าวัดวิปัสสนา ใจร้อนและเพ่งโทษผู้อื่น ให้กลายมาเป็นคนที่ใจเย็นลง สดใสขึ้น ทำทานสม่ำเสมอ แม้จะแค่ทานเล็กๆ รักษาศีลและมีแผนจะเจริญภาวนาต่อไปในอนาคต ดิฉันรู้สึกว่าต้องด้วยแรงบุญที่ดิฉันเคยทำมาบ้างในอดีต ที่ส่งให้วันนั้นที่ร้านนายอินทร์ ดิฉันจู่ๆ ก็เลือกซื้อหนังสือของคุณ (ทั้งๆ ที่ตั้งใจไปซื้อเล่มอื่น เพราะตอนนั้นไม่รู้จักหนังสือของคุณค่ะ) แล้วหนังสือของคุณก็เปลี่ยนให้ดิฉันเข้าใจและปฏิบัติตัวได้ดีขึ้น ชื่นใจเหลือเกินที่ได้อ่านหนังสือของคุณ เพราะดิฉันคิดว่าคงไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้ที่จะมีบุญวาสนาได้รู้จักธรรมะแท้ๆ ของพระพุทธองค์และได้เดินตามรอยของท่าน

ขอขอบพระคุณหนังสือของคุณ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ขอบพระคุณในเมตตาจิตของคุณ ที่คุณช่วยตอบอีเมล์และไขข้อข้องใจ และให้คำแนะนำดีๆ แก่ดิฉันเสมอๆ เชื่อแน่ว่า กุศลที่หนังสือของคุณเปลี่ยนดิฉัน (และคงจะใครอีกหลายคน) จะเป็นคลังบุญหนุนส่งให้ชีวิตคุณพบแต่เรื่องดีๆ มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าค่ะ

ขอบพระคุณในจิตเมตตาของคุณ

------------------------------------------

อ้อ ดิฉันขออนุญาต คุณณัฐพบธรรม ผู้เขียน “ ถ้ารู้…(กู)..ทำไปนานแล้ว ” เอาไว้เรียบร้อยแล้วว่า จะขอนำบทความมาเผยแพร่แบ่งปันในบล็อกนี้ ขอขอบพระคุณ คุณณัฐพบธรรม ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



Google

No comments:

Related Post