Tuesday, July 14, 2009

ดาวค้างฟ้า ... ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson)

เมื่อหลายวันก่อนได้อ่านบทความข่าวช็อกโลกเกี่ยวกับเรื่องราวการตายของไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson)ของแม็กกาซีนออนไลน์ฉบับหนึ่ง...



เห็นว่ามีประโยชน์เกี่ยวกับการมีชีวิต (ของทุกคน)ที่อยู่ในโลกใบนี้ว่า เมื่อเกิดมาแล้วควรทำคุณประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อผู้คนรอบข้าง และต่อสังคมหรือโลกอย่างไรดี

อ่านจบแล้ว ก็ปลง (กับตัวเอง) ว่าหาเงินมามากๆ ตายไปก็เอาไปไม่ได้จริงๆ แถมบางทีก็ยังทิ้งปัญหามรดกให้กับคนข้างหลังอีกต่างหาก น่าปวดหัว

อ้อ บทความชิ้นนี้มาจาก "จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว" ของนิตยสารออนไลน์ Dharma@Hand Lite ปักษ์ปัจจุบันค่ะ ถ้าใครสนใจนิตยสารธรรมะแนวนี้ และสนใจจะรับข่าวสารต่อเนื่อง ก็สามารถสมัครสมาชิกได้เลยค่ะ ดิฉันขออนุโมทนาล่วงหน้า
_/\_ _/\_ _/\_

=================================

ข่าวช็อกโลกในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา
คงไม่มีอะไรเกินการจากไปของไมเคิล แจ็กสัน
ผู้เป็นดาวค้างฟ้า
บุญเก่ากับความเพียรใหม่ส่งผล
ให้เขาอยู่ในใจแฟนทั่วโลกตลอดมา
เป็นเวลายาวนานหลายสิบปี
แม้กระทั่งวาระสุดท้าย
คอนเสิร์ต This Is It ที่กำลังจะเปิดแสดงที่ลอนดอน
ก็มียอดจำหน่ายตั๋วรวดเร็วที่สุด
คือ ๗ แสนใบขายเกลี้ยงภายในเวลา ๔ ชั่วโมง!

นั่นยืนยันเป็นอย่างดีว่าอายุอานามแม้ปาเข้าไป ๕๐
แต่บารมีทางการบันเทิงไม่เคยลดลงเลย
กลับดูจะเพิ่มขึ้นตามวันเดือนปีที่ผ่านไปด้วยซ้ำ
จากรุ่นสู่รุ่น เขาไม่เคยครองใจคนยุคไหนไม่ได้
นับเป็นตำนานระดับโลกแบบเดียวกับเดอะบีทเทิ้ล
และเอลวิส เพรสลีย์ คือถึงจากไป ก็มีคนอาลัยต่อ
คาดได้ว่านับเป็นศตวรรษเลยทีเดียว

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แสวงหาความบันเทิงเป็นหลัก
ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกหากบุคคลที่โลกจดจำและกล่าวขานถึง
จะอยู่ในแวดวงบันเทิงกันเสียเป็นส่วนใหญ่

หากมองไมเคิล แจ็กสันโดยความเป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่
ก็น่าถามว่ายิ่งใหญ่อย่างไร
เอาข้อเท็จจริงสักสองสามมุมมาฉายเป็นภาพกระทบใจกัน
ผมอ่านสถิติที่ไมเคิลทำไว้แล้ว
ก็เกิดความรู้สึกกระทบใจอย่างใหญ่อยู่สองแง่

ภาพแรกคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
MV เพลง Black or White ที่ออกฉาย
ใน ๒๗ ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ๒๕๓๔
มีผู้ชมทางโทรทัศน์พร้อมกันราว ๕๐๐ ล้านคนพร้อมกัน!

คุณลองนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้
และมีมนุษย์จำนวน ๕๐๐ ล้านคนรับรู้และเฝ้าติดตามพร้อมกัน
เหมือนทุกหย่อมหญ้าโกลาหลไปด้วยความคึกคักของผู้คน
ด้วยแรงดึงดูดอันทรงพลังของคนเพียงคนเดียว
มันจะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกบ้างไหม?

เสียดายนะครับ
ลองนึกๆดูแล้ว
แทนที่จะเป็นไมเคิล แจ็กสัน
ให้หลวงพ่อปราโมทย์ไปปรากฏตัวบนเวทีที่มีคนติดตามกัน ๕๐๐ ล้าน
ทั้งโลกคงสว่างไสวไม่มีอะไรเกินทีเดียว
เราอาจได้ข้อสรุปว่า
ทั่วโลกอาจกระเพื่อมไหวเปรี้ยงปร้างด้วยพายุบันเทิงลูกใหญ่
แต่ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย
ที่ทั่วโลกจะสงบนิ่งสว่างไสวด้วยมหาสมุทรธรรมะไพศาล

อีกสถิติหนึ่งของไมเคิลที่ผมสนใจ
คือเขามีเงินแล้วแบ่ง
ไม่ว่าจะเป็นทางลับหรือทางเปิด
อย่างองค์กรกุศลที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ
ก็ปาเข้าไป ๓๙ แห่ง ล้วนเป็นองค์กรระดับยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสิ้น

ใครจะด่าเขาอย่างไร
ก็คงไม่มีความสามารถช่วยโลกได้เท่าเขากันสักกี่คน
ผมเองไม่ชอบความเป็นต้นแบบลูบเป้าของเขาเลย
ไม่ชอบต้นแบบของจินตภาพปีศาจเต้นได้
ที่เขาฝังไว้ในความทรงจำของแฟนๆที่นิยมเลียนแบบตามด้วย
แต่ก็ยิ้มให้กับวิธีใช้เงินของเขาเสมอ
การหว่านเงินช่วยใครต่อใครยามมั่งมีศรีสุขนั้น
ไม่ใช่เกิดขึ้นกับเศรษฐีทุกคน
เพราะของแบบนี้มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฉลาดในการให้ด้วย
ถ้าใจไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่งใหญ่จริง
อย่างไรก็คงคิดไม่ออกว่าจะเอาเงินที่มีอยู่ไปทำอะไรดี
เหมือนเศรษฐีหลายคนที่บริจาคให้องค์กรกุศล
ก็หวังแค่เอาไว้หักภาษี
แต่สำหรับพวกที่บริจาคเกินกว่าจะเอามาหักภาษี
เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน
ก็ต้องให้เกียรติว่าน่าจะมีใจจริงกันบ้างล่ะ

ผมคิดว่าไมเคิลเองคงขี้เกียจจดจำสถิติต่างๆที่เขาทำไว้
แต่คนยุคเราและยุคต่อๆไปจะไม่ลืมสถิติตะลึงโลก
ที่ไมเคิลทำไว้ระหว่างมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้
ในฐานะราชาร็อคเขย่าปฐพีผู้เป็นอมตะ

จริงๆผมไม่ใช่แฟนตัวยงของไมเคิล
แล้วที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ได้ประสงค์จะไว้อาลัย
โดยการสรรเสริญเขาเป็นกรณีพิเศษ
แต่ชีวิตที่ผ่านมาของคนตาย
ย่อมมีเรื่องดีๆให้กล่าวขานถึง
มากกว่าจะไปพิพากษาว่าตายแล้วเขาสมควรไปไหน

ผมไม่อยากเห็นชาวพุทธพูดถึงคนตายตามบอร์ดต่างๆ
ด้วยความเชื่อมั่นว่าถ้าเป็นดาราหรือนักร้อง
อย่างไรก็ต้องไปไม่ดีแน่ๆ
ธรรมเนียมของชาวพุทธจะเลือกหาแง่ดีในชีวิตคนตาย
มาให้เกียรติ มาเชิดชู ว่าชีวิตของเขาทิ้งอะไรดีๆไว้ในโลกบ้าง

ความจริงก็คือคนที่ทำอาชีพอื่นๆ
ชนิดที่เป็นวิถีทางของสุจริตชนนั้น
ก็หาได้รอดพ้นไปจากความเสี่ยงที่จะไปอบายไม่
ต้องชั่งน้ำหนักกันด้วยมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมทั้งชีวิต
ว่าเอียงไปในทางสว่างหรือทางมืดมากกว่ากัน
หาใช่ว่าอาชีพที่มีฐานเป็นกุศลจะได้ขึ้นสวรรค์เสมอไป
ยกตัวอย่างเช่นอาชีพหมอและอาชีพครู
ดูไปแล้วน่าจะสว่างจ้า ที่ช่วยรักษาคน
และช่วยให้ความรู้แก่เยาวชน
แต่คุณเห็นไหมว่าหมอกี่คนต้องเข้าคุก
และมีครูกี่คนต้องคดีทางเพศ?

มนุษย์ผู้ปราศจากจุตูปปาตญาณ
ย่อมเอาอคติเพราะรักหรือเพราะชังของตนเป็นเกณฑ์ตัดสิน
ว่าใครจะไปดีหรือไปร้าย
หรือไม่ก็จำที่พูดสืบๆกันมาแบบรวบรัด
ว่าประกอบอาชีพนั้นอาชีพนี้แล้ว
มีสิทธิ์ลงนรกหรือขึ้นสวรรค์แน่ๆ

และสิ่งที่ควรระวัง
ก็คืออาการเพ่งโทษด้วยความสะใจ
เห็นใครที่เราไม่ชอบตายดับ
ก็จะเอามาเหยียบย่ำว่ามีหวังต้องไปนู่นไปนี่ตามที่เราคาด
เพราะอาการเพ่งเล็งคล้ายสาปแช่งกลายๆนั้น
ถามว่าจิตเป็นกุศลหรืออกุศล
พูดไปแล้วเกิดความสว่างหรือความมืด
คุยกันเพื่อให้เกิดความสังวรในกรรมวิบาก
หรือว่าเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเขาต่ำต้อย ฉันสิประเสริฐกว่า

พระพุทธศาสนาให้มองตามจริง
ใครมีส่วนดีร้ายเท่าไร เขาก็จะเป็นทายาทรับส่วนดีร้ายนั้นเอง
ความชอบใจหรือไม่ชอบใจของเรา
ไม่อาจตัดเอาเรื่องดีร้ายของเขาออกจากการคำนวณของกรรม
ในยามที่จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นได้เลย

ความดีความร้ายในการคิด การพูด และการทำของเราก็ด้วย
ต่อให้เข้าข้างตัวเองแค่ไหน
ถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผล
ก็จะเผล็ดผลด้วยน้ำหนักดีร้ายที่สะสมมาเป๊ะๆ
โดยไม่มีการเอาความเข้าข้างตัวเองของเรา
มามีส่วนในการคำนวณด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว!

ดังตฤณ
กรกฎาคม ๒๕๕๒

No comments:

Related Post