Monday, June 22, 2009

เป็นพ่อแม่ในอุดมคติของลูก

สมัยนี้มีพ่อแม่ไม่กี่คนที่มีปู่ย่าตายายช่วยสั่งสอนเลี้ยงดูหลาน ตำรับตำราการเลี้ยงดูเด็กอ่อนนั้นพอมีให้อ่านหาความรู้ แต่เมื่อลูกโตขึ้นพอรู้ความ ก็ดูเหมือนพ่อแม่ส่วนใหญ่ชักจะหลงทาง


นี่คือวิธีเลี้ยงลูกให้ถูกทางที่กาลเวลาพิสูจน์มาแล้ว

1. ให้ลูกเรียนรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งที่เขาทำจะมีผลต่อเขาในภายหลัง เช่นเมื่อไม่ได้ดูหนังสือเตรียมสอบก็ย่อมจะสอบตก กล่องดินสอสุดโปรดหายเพราะลืมทิ้งไว้ที่โรงเรียน เหตุการณ์เหล่านี้เป็นวิธีที่จะพัฒนาให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ

แต่มีข้อแม้นะว่า ถ้าผลลัพธ์ที่ตามมาอันตรายเกินไป (เช่นเด็กใช้ของเล่นทุบกระจกบนโต๊ะ) หรืออาจก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สิน (เช่นจอดจักรยานทิ้งไว้โดยไม่ล็อกกุญแจ)ก็ต้องกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมแทนที่จะปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้น

2. ชมเชยเมื่อลูกทำดี หากเห็นลูกทำดี เช่น แบ่งของเล่นให้เพื่อน พูดจาสุภาพ ช่วยงานบ้าน ก็ให้พูดชมเชย ยิ้มแสดงความพอใจ หรือโอบกอดลูก

แต่มีข้อแม้อีกว่า เพื่อไม่ให้เด็กเสียนิสัย คุณควรเฉลี่ยการติและการชมให้สมดุล โดยชมอย่างน้อย 3 ครั้งต่อการติ 1 ครั้งในแต่ละวัน และควรเน้นการโอบกอดแสดงความรักต่อลูกให้มากขึ้น

3. ปรับวิธีให้เหมาะกับนิสัยลูก ลูกของคุณจะมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่พ่อแม่จะใช้วิธีเดียวกับลูกทุกคนไม่ได้

4. กำหนดข้อจำกัด คุณก็เหมือนกับพ่อแม่ทั่วไปที่ต้องการให้ลูกมีความสุข แต่ไม่อยากได้ยินลูกโอดครวญเวลาที่คุณขัดใจแก (เทน้ำลงบนพื้นไม่ได้นะ) และถ้าคุณคอยช่วยให้ลูกได้รับความพอใจแค่ประเดี๋ยวประด๋าว (ก็ได้จ้ะ แต่น้ำแค่แก้วเดียวนะ) ก็นับว่าแย่หน่อย เพราะคุณกำลังวางพื้นฐานให้เกิดเรื่องไม่น่าพอใจระยะยาว

เด็กจะเริ่มเสียนิสัยได้ตั้งแต่ 6 เดือน ดังนั้นยิ่งคุณตั้งข้อจำกัดเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เด็กก่อนวัยเรียนก็ทำตามกฏได้ หากเร่อธิบายให้แกเข้าใจด้วยวิธีง่ายๆ ที่เหมาะสมกับวัย

จงตัดสินใจขีดเส้นระหว่างพฤติกรรมที่ยอมรับได้และไม่ได้ จากนั้นให้ลูกรู้ว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกล้ำเส้น เมื่อตัดสินใจแล้วก็รักษากติกาให้คงเส้นคงวาด้วย

5. อย่าใช้อารมณ์กับเด็ก เมื่อลูกก่อพฤติกรรมที่สร้างปัญหา บางครั้งพ่อแม่ก็รีบจัดการด้วยการออกคำสั่ง หรือขู่ หรือสบประมาทเด็กด้วยความโมโห การชี้นิ้วเจาะจงตำหนิเด็กอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้ลูกรู้สึกว่าเราไม่รักแก หรือเรากล่าวโทษแกอย่างไม่เป็นธรรม

หลักสำคัญประการหนึ่งก็คือ การพูดจากมุมมองของพ่อแม่ เช่น "แม่ท้อใจจังเลย เมื่อเห็นห้องครัวเลอะอีกแล้ว" "พ่อเป็นห่วงนะถ้าลูกกลับบ้านช้า" การพูดเช่นนี้จะช่วยลดโอกาสที่เด็กจะน้อยใจหรือดื้อ เพราะช่วยให้ลูกฉุกคิดถึงผลการกระทำของตนเองต่อผู้อื่น และเด็กๆ จะประพฤติตัวดีขึ้น

6. ให้ลูกเติบโตตามธรรมชาติ พ่อแม่มักเร่งให้ลูกสลัดตัวออกจากผ้าอ้อมเข้าสู่โลกของการเรียน แล้วให้พึ่งตนเอง นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งยวดที่คิดว่าเด็กซึ่งไปได้เร็วที่สุดจะไปได้ไกลที่สุด

ควรให้เด็กเติบโตอย่างเป็นธรรมชาตินะคะ เพราะว่าเด็กจะเครียด วิตกกังวล และมักมีแนวโน้มที่จะติดยาเสพติด รวมทั้งชอบก่อความรุนแรงและสำส่อนทางเพศ

7. ยอมรับความรู้สึกของลูก อย่าเห็นความเจ็บปวดในใจเด็กเป็นเรื่องเล็ก และอย่าสอนให้เด็กปฏิเสธหรืออับอายความรู้สึกของตนเอง นอกจากนั้นจงอย่าตัดการสื่อสารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกออกไปด้วย

วิธีตอบโต้อย่างสร้างสรรค์คือ พยายามเข้าถึงอารมณ์ที่แฝงในคำพูดของลูก เช่นแทนที่จะตอบว่า "แม่รู้นะว่าที่จริงลูกไม่ได้โกรธพ่อหรอก พ่อเองก็ไม่อยากพลาดการแข่งฟุตบอลนัดที่ลูกลงเล่น" ควรตอบว่า "ลูกคงผิดหวังจริงๆ สินะที่พ่อไม่ได้ไปดูลูกเล่นฟุตบอล" แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณเข้าใจความรู้สึกของลูก ขณะเดียวกันก็ให้ลูกรู้ว่าแม้จะรู้สึกขุ่นเคืองใคร ก็ยังสามารถรักคนคนนั้นได้อยู่

No comments:

Related Post