Thursday, December 25, 2008

สวัสดีปีใหม่ ปี 2552...เรื่องอิฐสองก้อน

เช้าวันนี้ได้อ่านบทความธรรมะเรื่องหนึ่งในนิตยสารออนไลน์ฉบับหนึ่ง รู้สึกดีมากๆ เลยนำมาแบ่งปันกันอ่านเช่นเดิม เป็นเรื่องราวที่พระอาจารย์พรหมวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ ประเทศออสเตรเลียเคยเล่าเอาไว้ในหนังสือ "ชวนม่วนชื่น" ชื่อของเรื่องนี้คือ "อิฐสองก้อน" ค่ะ


ดิฉันขออนุญาตคัดลอกเรื่อง 'อิฐสองก้อน' ในบทนำของนิตยสารธรรมะออนไลน์ 'ธรรมะไกล้ตัว' ฉบับที่ ๐๕๘ พฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ มาไว้ที่แห่งนี้ค่ะ

...เห็นความแตกแยกทะเลาะเบาะแว้งของผู้คนในประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาแล้วกลับมาคิดดูอีกที ที่จริงแล้ว ถึงแม้จะไม่มีเหตุการณ์บ้านเมืองมาเป็นปัจจัยก็ตามแต่ในชีวิตประจำวันของการอยู่ร่วมกัน การมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในสังคมเล็ก ๆ ย่อย ๆ
เราต่างคนต่างก็มีเรื่องให้กระทบกระทั่งผิดใจกันได้ไม่ยากในทุก ๆ วันอยู่แล้วนะคะ

บ้างคนนี้ก็เข้าใจผิดคนโน้น บ้างคนโน้นก็ไม่พอใจคนนี้ บ้างคนนี้ก็พูดจาไม่เข้าหูคนนั้น บ้างคนนั้นก็ไม่ยอมคนโน้น ฯลฯ
จนบางทีที่เคยเห็นเดินกอดคอกันอยู่ ก็พลอยโกรธขึ้งมึนตึงต่อกันไปได้ง่ายดาย

ทั้งที่บางเรื่องอาจเป็นเพียงน้ำผึ้งหยดเดียวเท่านั้นเอง แต่สำหรับบางคน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางเรื่อง ก็กลับเป็นเรื่องที่ยากจะอภัยต่อกัน

พระอาจารย์พรหมวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ ประเทศออสเตรเลียเคยเล่าเรื่อง "อิฐสองก้อน" ไว้ในหนังสือ "ชวนม่วนชื่น" ไว้อย่างน่าฟังทีเดียวค่ะพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านที่ยังไม่เคยอ่านได้ฟังกันดูนะคะ

พระอาจารย์พรหม ท่านเล่าว่า ตอนที่ท่านเริ่มสร้างวัดจากที่ดินเปล่า ๆ ผืนหนึ่งการก่อสร้างนั้นช่างยากเย็น แม้แต่การก่อกำแพงอิฐที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่โปะปูนลงไป แล้ววางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ที ด้านนั้นที ให้เข้าที่ ก็น่าจะใช้ได้แล้ว
แต่ความจริง... ตอนเริ่มก่ออิฐใหม่ ๆ แตะกดมุมหนึ่ง อีกมุมหนึ่งก็กลับยกขึ้นพอกดด้านที่ยกให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแนว พอดันกลับเข้าที่ มุมแรกก็สูงเกินไปอีก

แต่ท่านก็อดทนก่อกำแพงอิฐนี้อย่างไม่สนใจว่าจะต้องใช้เวลายาวนานสักเท่าใดเพื่อจัดเรียงอิฐทุกก้อน ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และถูกวางไว้โดยสมบูรณ์ที่สุดจนกระทั่ง กำแพงอิฐแผงแรกสำเร็จลงด้วยดี

ท่านก้าวถอยหลังออกมาเพื่อชื่นชมผลงานนั้น แต่แล้ว... ก็กลับสังเกตเห็นว่า มีอิฐอยู่สองก้อน ที่ทำมุมเอียงกับแนวอิฐก้อนอื่น ๆทำให้กำแพงทั้งแผงมีตำหนิและดูไม่สวยงามเลย

แต่ถึงเวลานั้น ปูนก็แข็งเกินกว่าที่จะดึงอิฐสองก้อนนั้นมาเรียงใหม่ได้แล้ว พระอาจารย์พรหมท่านรู้สึกอับอายอย่างยิ่งที่กำแพงมีความน่าเกลียด ไม่สวยงามจึงขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสทุบทิ้งเพื่อที่จะสร้างใหม่ แต่ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาต

นับตั้งแต่นั้น เมื่อมีแขกมาเยี่ยมชมวัด พระอาจารย์พรหมก็มักจะพาผู้ที่มาเยี่ยมชมเดินเลี่ยงกำแพงแถบนั้น และดึงความสนใจไปที่ส่วนอื่น ๆ เสมอ ๆ

จนกระทั่ง ๓ เดือนต่อมา มีผู้มาเยี่ยมชมวัดคนหนึ่ง เห็นกำแพงนั้นเข้า และเอ่ยกับท่านว่า "กำแพงนี้สวยดีนี่"

"คุณลืมแว่นสายตาไว้ในรถหรือเปล่า คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐ ๒ ก้อน ที่ก่อผิดพลาด จนกำแพงดูไม่ดี"

"ใช่... ผมเห็นอิฐสองก้อนนั้น" ชายผู้นั้นตอบ"แต่ผมก็เห็นด้วยว่า มีอิฐอีก ๙๙๘ ก้อน ก่อไว้เป็นระเบียบสวยงามมาก"

พระอาจารย์พรหมถึงกับอึ้ง...เป็นครั้งแรกในรอบ ๓ เดือน ที่ท่านสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่น ๆ บนกำแพงที่ผ่านมา นอกเหนือจากอิฐ ๒ ก้อนที่เป็นปัญหา ตาของท่านมืดบอดต่อสิ่งอื่นทั้งหมด ทั้งที่จริง อิฐทุกก้อน ทุกตำแหน่ง นอกจากอิฐ ๒ ก้อนนั้น ล้วนก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนอิฐที่ดีก็มีมากกว่าอิฐไม่ดี ๒ ก้อนนั้นด้วย

ท่านอยากทลายกำแพงลง เพราะมองเห็นแต่อิฐ ๒ ก้อนที่ผิดพลาด ทันทีที่ความรู้สึกเปิดกว้าง มองเห็นอิฐก้อนดี ๆ จำนวนมากบนกำแพงนี้ กำแพงเดิมที่อยากทลายลงก็กลับงดงามขึ้นมาทันที

"ใช่... กำแพงนี้สวยดี" พระอาจารย์พรหมหันไปเปรยกับชายผู้มาเยี่ยมชมคนนั้น

นับแต่นั้น เมื่อท่านมีสายตาที่สามารถมองเห็นอิฐดี ๆ ได้แล้ว กำแพงนี้ก็ไม่น่าเกลียดสำหรับท่านอีกต่อไป…

เช่นเดียวกัน เราทุกคนต่างก็มีอิฐ ๒ ก้อนนั้นอยู่ในตัวเองกันทั้งนั้นนะคะ ไม่มีใครหรอกค่ะที่จะดีร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเลวร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าว่าแต่ใครเลยค่ะ ตัวเราเองนี่แหละ คนเดียวกัน วันเดียวกันแท้ ๆ ยังแกว่งขึ้นแกว่งลง เป็นคนดีบ้าง เป็นคนน่าเกลียดบ้าง สลับกันไปได้ทั้งวัน

หลายคนตัดสัมพันธ์กับคนที่เคยใกล้ชิดและปรารถนาดีต่อกันมา เพราะเพ่งมองแต่อิฐที่ไม่ดี ๒ ก้อนในคนเหล่านั้น หากเราหันมามองผู้คนรอบข้างด้วยสายตาที่เมตตาต่อกันมากขึ้น ไม่ให้เรื่องลบเพียงหนึ่งหรือสอง มาทำลายความสวยงามที่เคยมีต่อกันถึงร้อยถึงพัน ขัดแย้งกันอย่างไร เปิดใจคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ผิดพลาดอย่างไร น้อมรับไปปรับปรุง และให้อภัยต่อกัน แม้กำแพงนั้นจะมีตำหนิอย่างไร มันก็จะยังคงตระหง่านสวยงาม และคุ้มภัยให้กันและกันได้เสมอ

ที่จริง ไม่เท่าไหร่เราก็ตายจากกันอยู่แล้วนะคะ ที่จะได้อยู่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ได้นานสักเท่าไหร่หรอกค่ะ อิฐแค่ ๒ ก้อน ไม่ได้มีค่าควรแก่การนำมาเป็นสาระยึดถืออะไรในชีวิตเลย

ทั้งเรา ทั้งคนอื่น ทุกคน ต่างก็ล้วนเป็นผู้ที่ยัง "ต้องขัดเกลา" ด้วยกันทั้งสิ้น ขอเพียง พร้อมปรับปรุงตน พร้อมให้โอกาส และพร้อมให้อภัย ทั้งต่อผู้อื่น และต่อตัวเอง เราต่างคนต่างก็จะได้พัฒนาจิตใจของตัวเราเองไปพร้อม ๆ กันด้วย

สุดท้ายแล้ว... กำแพงก็อาจจะไม่สวยสักหน่อย และอาจจะไม่มีวันสวยขึ้นเลยก็ได้ แต่เชื่อเลยค่ะว่า ผู้คนรอบรั้วกำแพงน่าจะดูมีความสุขกว่ากันเป็นกอง ว่าไหมคะ

No comments:

Related Post