Monday, October 20, 2008

นักกีฬาหัวใจเพชร & แรงจูงใจตัวเอง (Olympic & Auto Suggestion)

ถึงแม้ว่าโอลิมปิค ปักกิ่งเกมส์ 2008 จะผ่านพ้นไปนานนับเดือนแล้ว แต่ดิฉันยังอยากจะหยิบยกประเด็นหรือข้อคิดจากเรืองราวชีวิตจริงของ 2 นักกีฬาว่ายน้ำให้คุณได้รับรู้ ว่าแต่ว่าคุณรู้จักชื่อของ 2 นักกีฬาว่ายน้ำคือ นาตาลี ดู ตัวต์ (Natalie Du Toit) นักว่ายน้ำหญิงทีมชาติแอฟริกาใต้ และมาร์เทน ฟาน เดอ ไวจ์เดน (Marten van der Weijden) ฉลามหนุ่มจากฮอลแลนด์ หรือไม่


นาตาลี ดูตัวต์ นักว่ายน้ำหญิงทีมชาติชาวแอฟริกาใต้ สร้างประวัติศาสตร์ในกีฬาโอลิมปิค โดยเป็นนักกีฬาที่ถูกตัดขาคนแรกที่ลงแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ ถึงแม้ว่าในการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนระยะทาง 10 กิโลเมตรหญิงในโอลิมปิค ปักกิ่งเกมส์ที่ผ่านมา เธอจะเข้ามาเป็นอันดับ 16 จากผู้เข้าแข่งขัน 24 คน และไม่ได้ติด 5 อันดับแรกตามที่ตั้งใจไว้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการนับล้านคนทั่วโลกแล้ว

นาตาลี ดูตัวต์ เป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่สูยเสียขาซ้าย เนื่องจากประสบอุบัติเหตุถูกรถชนในวัย 14 ปีขณะที่ขี่สกู๊ตเตอร์ไปโรงเรียน ทำให้ต้องตัดขาซ้ายตั้งแต่เหนือหัวเข่าทิ้งไป แต่ความเป็นนักสู้ของเธอทำให้ทุกคนทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ในวันนี้เธอได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากยังมีความฝัน "ฉันก็แค่อยากจะกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมอีกครั้ง อยากจะว่ายน้ำได้วันละ 4 ชั่วโมง และก็อยากจะกลับมาเดินได้อีก เพื่อจะได้ทำอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง" ดู ตัวต์ ให้คำสัมภาษณ์หลังจากทราบว่าตัวเองต้องถูกตัดขาทิ้ง และมีเจตนามุ่งมั่นลุกขึ้นสู้เพื่อกลับมาเดินให้ได้อีก

ที่ฝาผนังห้องของเงือกสาว มีแผ่นบทกวีที่ได้จากโค้ชผู้หนึ่งแปะเอาไว้เตือนใจและให้กำลังใจตัวเองเสมอ ความว่า

"การไปไม่ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ไม่ใช่โศกนาฎกรรมของชีวิต
แต่โศกนาฎกรรมของชีวิตคือการไม่มีจุดหมายให้ไปถึง
อย่ารู้สึกอับอายที่ไม่อาจบรรลุความฝันอันสูงสุด
เพราะการปราศจากซึ่งความฝันต่างหากที่น่าอับอาย"

ด้วยเหตุนี้ นาตาลี ดูตัวต์ จึงมีทั้งความฝันและจุดหมายในชีวิตไม่เคยแปรเปลี่ยน และยังกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ต่อชีวิตให้คนอื่นลุกขึ้นสู้เหมือนเช่นเธอ (มติชน วันที่ 22 สิงหาคม 2551 หน้า 30)

มาร์เทน ฟาน เดอ ไวจ์เดน ฉลามหนุ่มจากฮอลแลนด์ ทำผลงานสุดยอดด้วยการคว้าเหรียญทองว่ายน้ำมาราธอน 10 กิโลเมตรในปักกิ่งเกมส์ 2008 เผยเจ้าตัวเคยต่อสู่กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนานถึง 7 ปี จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอน 10 กิโลเมตรชายในโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 29 แข่งขันกันที่แคนนูพาร์ค ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมาร์เทน ฟาน เดอ ไวเดน นักว่ายน้ำดัตช์แมนว่ายทำเวลาเข้ามาเป็นคนแรกด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 51 นาที 51.6 วินาที

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ฉลามหนุ่มวัย 27 ปีรายนี้ประสบปัญหาโรคลูคีเมีย จนต้องเข้ารับการเปลี่ยนถ่ายเลือดหลายครั้ง นอกจากนี้ยังต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดมาแล้ว แต่เจ้าตัวก็ต่อสู้กับโรคร้ายจนกลายมาเป็นเจ้าของเหรียญทองในกีฬาทรหดชนิดหนึ่งในโอลิมปิกครั้งนี้

ฟาน เดอ ไวจ์เดน เผยหลังขึ้นรับเหรียญทองว่ายน้ำมาราธอนว่า "นี่คือรางวัลที่วิเศษสำหรับผม มันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้คุณต้องล้มลงเพราะอาการเจ็บป่วย แต่คุณก็มีวันที่จะกลับมาคว้าเหรียญทองได้เช่นกัน"

นอกจากนี้ ฟาน เดอ ไวจ์เดน เคยคว้าแชมป์โลกในการว่ายมาราธอน 25 กิโลเมตร เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ยังทิ้งท้ายด้วยว่า "โรคภัยไข้เจ็บสอนให้คุณต้องลุกขึ้นสู้ ยามผมนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ผมมียังหวังอยู่เสมอว่าจะกลับมาปกติได้อีกครั้ง"(ผู้จัดการออนไลน์)

นี่คือตัวอย่างย่อๆ ของคนหัวใจสู้ 2 คนที่คนทั่วโลกยกย่อง คุณคิดว่า เขาและเธอทั้งสองคนมีอะไรเป็นแรงผลักดันทำให้ภารกิจหรือเป้าหมายบรรลุผล

ตัวดิฉันเองชื่นชอบคำบันดาลใจหรือคำคมหลายประโยค หนึ่งในประโยคที่ชื่นชอบก็คือ 'เมื่อจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกต่อสู้กัน จิตใต้สำนึกจะเป็นผู้ชนะเสมอ'

คุณคงจะทราบว่าอิทธิพลของจิตใต้สำนึก (Subconcious) มีความสำคัญขนาดใหน มันมีศักยภาพแทบจะไร้ขอบเขต มันบันทึกความจำและข้อมูลต่างๆ ของเรา แถมยังเป็นแหล่งของจินตนาการและการวาดภาพในจิตใจ ถ้าเราคิดดีในเชิงสร้างสรรค์หรือเชิงบวก ชีวิตเราก็จะดีไปด้วย แต่ถ้าเราคิดแย่ในเชิงทำลายหรือเชิงลบ ชีวิตเราก็จะดูแย่ หรือที่เรียกว่าชีวิตโหลยโท่ยนั่นเอง

ใครบ้างอยากจะมีชีวิตโหลยโท่ย ดิฉันคิดว่าไม่มีหรอก นอกจากว่าคุณอยากจะประชดใครสักคนที่เขาไม่รักเรา ไม่เข้าใจเรา เกลียดเรา ฯลฯ เยอะแยะมากมาย ก็ว่ากันไป

เอมิล กูเอ จิตแพทย์และเภสัชกรชาวฝรั่งเศส ได้ค้นพบการจูงใจตัวเอง (Autosuggestion) โดยบังเอิญ วันหนึ่งเขาให้น้ำตาลแทนยาแก่คนไข้หญิงไปกิน แล้วบรรยายสรรพคุณว่าดีขนาดใหน เธอเชื่ออย่างสนิทใจ ปรากฏว่าอีกไม่กี่วันต่อมา เธอกลับมาบอกเอมิล กูเอว่า เธอหายเจ็บป่วยเป็นปลิดทิ้ง น่าคิดนะว่าเธอหายจากโรค เพราะเชื่อในสรรพคุณของยา เชื่อในตัวเภสัชกร หรือเชื่อมั่นว่าตัวเธอเองนั่นแหละจะหายจากโรค

นี่คือกฏในการสร้างแรงจูงใจตัวเองให้ได้ผลดีที่สุด

จินตนาการภาพบุคคลที่คุณชื่นชอบและอยากจะเป็นเหมือนอย่างเขา/เธอ ลงไปในจิตใจของคุณ วาดอย่างเด่นชัดและมีชีวิตชีวาที่สุด ไม่จำเป็นต้องเอามหาบุรุษหรือดาราชื่อเสียงก้องโลกหรอก เพราะจะทำให้คุณท้อเปล่าๆ เลือกเอาคนที่เห็นๆ กันอยู่นี่แหละ

ตอนที่จินตนาการ วาดภาพน่ะ ให้พูดประโยคสั้นๆ เป็นทำนองว่า 'ทุกๆ วัน ฉันจะดีขึ้นทุกๆ ทาง' หรือประโยคอะไรก็ได้ที่คุณปรารถนา

ข้อสำคัญคือว่า ประโยคที่ท่องต้องเป็นประโยคที่มีความหมายในแง่บวก เช่น 'ขยันมากขึ้น' 'มั่นใจมากกว่านี้' ฯลฯ ห้ามเป็นประโยคที่มีความหมายเชิงลบนะคะ

การจูงใจตัวเองต้องทำอย่างใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไป เชื่อมั่นว่าในอนาคต เราจะต้องได้รับผลสำเร็จตามที่เราปรารถนาไว้

จูงใจตัวเองก่อนนอนหลับสัก 1-3 นาที ตอนตื่นนอน และทำ 2-3 ครั้งตอนที่คุณว่างระหว่างวัน

ทุกครั้งที่คุณเผชิญอุปสรรค จงยึดเป้าหมายหรือคุณสมบัติที่คุณอยากได้นั่นแหละเป็นแรงบันดาลใจ เอาเป้าหมายของคุณเปรียบเสมือนเสาทองคำที่ปักไว้ในทะเลทราย แม้มีพายุทรายหรือแสงแดดแผดเผานานสักเท่าไร เสานั้นก็ยังคงทนต่อสายลมและแสงแดด ฉะนั้น

ข้อแนะนำติชม ส่งมาได้ที่ dulron2008@gmail.com

บทความที่เกี่ยวข้อง
คุณมีเคราะห์จริงหรือ?!? Bad Luck or Good Luck?!?


1 comment:

บริการรับแปลเอกสาร said...

น่านับถือ คนแบบนี้แหละที่เป็น idol ในใจผม

Related Post